เคยไหม ที่อยากได้อะไรสักอย่างจนยอมแลกทั้งเวลา พลังงาน และแรงใจเพื่อมัน แต่กลับรู้สึกหมดแรงไปเสียก่อนระหว่างทาง?
คุณยังอยากไปถึงเป้าหมายนั้นอยู่ คุณยังมีเหตุผลที่จะสู้เพื่อมัน คุณยังจินตนาการออกด้วยว่าวันหนึ่งถ้าทำสำเร็จจะรู้สึกดีแค่ไหน แต่ไม่รู้ทำไม ช่วงหลังมานี้การก้าวเดินแต่ละก้าวกลับยากขึ้นเรื่อย ๆ
ตอนเริ่มต้น คุณตื่นเต้นมากที่จะลงมือทำ แต่ตอนนี้ สิ่งเดิม ๆ กลับกลายเป็นภาระ คุณอยากไปต่อ แต่ในขณะเดียวกันก็อยากหยุดพักจากทุกความคาดหวังที่คุณกดดันตัวเองไว้สักครู่
สุดท้ายคำถามก็ผุดขึ้นมา: ถ้าฉันอยากได้สิ่งนี้จริง ๆ ทำไมถึงรู้สึกเหนื่อยขนาดนี้?
ความจริงแล้ว การอยากได้อะไรสักอย่างกับการรู้สึกเหนื่อยล้าระหว่างไล่ตามมัน ไม่ได้ขัดแย้งกันเลย
บางครั้งคุณไม่ได้หมดไฟหรือเลิกอยากได้แล้ว คุณแค่พยายามหนักเกินไปและนานเกินไป โดยไม่เหลือพื้นที่ให้ตัวเองได้พักหายใจเลย
มันมีความแตกต่างระหว่างการ "ไม่อยากได้แล้ว" กับการ "ยังอยากได้อยู่ แต่ไม่มีแรงพอจะไล่ตามด้วยวิธีเดิมอีกต่อไป"
เช่น คุณอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น คุณทำงานหนัก จัดการสารพัดเรื่อง เลื่อนความสุขออกไปก่อน และพยายามคว้าทุกโอกาสที่มี คุณทำทั้งหมดนี้เพราะคุณมีเป้าหมาย แต่เมื่อทุกวันเต็มไปด้วยข้อเรียกร้องให้คุณต้องเดินหน้าต่อไป คุณอาจลืมไปว่าตัวคุณเองก็ต้องใช้เวลาฟื้นฟูพลังเหมือนกัน
คุณเริ่มรู้สึกผิดเวลาพักผ่อน ราวกับว่าการหยุดพักสักครู่จะทำให้คุณถูกคนอื่นทิ้งห่างไปไกล
แต่ความก้าวหน้าไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยการฝืนตัวเองในทุก ๆ วันเสมอไป
ในหนังสือ Four Thousand Weeks โอลิเวอร์ เบิร์กแมน (Oliver Burkeman) พูดถึงข้อจำกัดด้านเวลาของมนุษย์ และอธิบายว่าความต้องการจะทำทุกอย่างให้เสร็จสิ้นนั้นทำให้ชีวิตกลายเป็นการแข่งขันที่ไม่มีที่สิ้นสุดได้อย่างไร เราไม่สามารถทำทุกอย่างพร้อมกันได้ และไม่จำเป็นต้องมีผลงานตลอดเวลาเพื่อพิสูจน์ว่าชีวิตกำลังเดินหน้า
แล้วควรทำอย่างไร เมื่อคุณยังอยากได้อยู่ แต่ร่างกายและจิตใจกลับเหนื่อยล้าไปแล้ว?
อย่างแรก อย่าเพิ่งตัดสินใจล้มเลิกทันทีตอนที่ร่างกายและจิตใจอ่อนล้า ให้เวลาตัวเองได้พักก่อน แล้วค่อยกลับมาประเมินเป้าหมายที่คุณสู้อยู่อีกครั้ง
อย่างที่สอง ลองทบทวนวิธีการที่คุณใช้ บางทีเป้าหมายอาจจะยังใช่ แต่วิธีการที่คุณเลือกอาจสูบพลังมากเกินไป คุณสามารถลดภาระ เปลี่ยนกลยุทธ์ หรือซอยเป้าหมายใหญ่ให้เป็นขั้นตอนที่ทำได้จริงมากขึ้น
อย่างที่สาม ซื่อสัตย์กับตัวเอง คุณยังอยากได้มันอยู่เพราะมันสำคัญกับคุณจริง ๆ หรือเพราะคุณลงทุนเวลาและทุ่มเทไปมากจนรู้สึกว่าหยุดไม่ได้แล้ว?
ถ้าเป้าหมายยังสำคัญ คุณก็ไปต่อได้ในจังหวะที่เป็นมิตรกับตัวเองมากขึ้น แต่ถ้าความต้องการของคุณเปลี่ยนไปแล้ว คุณก็มีสิทธิ์ปรับทิศทางใหม่ได้ โดยไม่ต้องมองว่าความพยายามที่ผ่านมาทั้งหมดสูญเปล่า
อย่ามัวแต่ยุ่งกับการวิ่งไล่ตามชีวิตที่อยากได้ จนลืมใช้ชีวิตที่กำลังมีอยู่ตอนนี้
คุณไม่จำเป็นต้องกระตือรือร้นตลอดเวลาเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองจริงจัง มีบางวันที่คุณไปได้เร็ว มีบางวันที่ทำได้แค่นิดหน่อย และมีบางวันที่สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณทำได้คือการพักผ่อน
นั่นไม่ได้แปลว่าคุณล้มเหลวโดยอัตโนมัติ
ท้ายที่สุดแล้ว การต่อสู้เพื่ออะไรสักอย่างไม่ได้วัดกันแค่ว่าคุณอดทนได้แข็งแกร่งแค่ไหน แต่วัดด้วยว่าคุณดูแลตัวเองอย่างชาญฉลาดเพียงใด เพื่อให้เดินทางต่อไปได้
คุณสามารถเหนื่อยได้โดยไม่สูญเสียเป้าหมาย คุณสามารถหยุดพักได้โดยไม่ต้องรู้สึกว่าถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
เพราะบางครั้ง สิ่งที่คุณต้องการไม่ใช่เหตุผลใหม่ในการสู้ต่อ แต่เป็นโอกาสได้ฟื้นฟูพลัง เพื่อจะได้กลับมาทบทวนอีกครั้งว่าเป้าหมายนั้นยังคุ้มค่าที่จะไปต่อหรือไม่ และจะไปถึงจุดนั้นด้วยวิธีไหนดีที่สุด





